com
หน่วยรับข้อมูล (INPUT UNIT)
เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่รับข้อมูลหรือคำสั่งเข้าสู่คอมพิวเตอร์เพื่อให้คอมพิวเตอร์ดำเนินการประมวลผล โดยอาศัยอุปกรณ์รับข้อมูลหลากรูปแบบ เช่น แป้นพิมพ์ (Keyboard), เมาส์ (Mouse), บอลกลิ้ง (Track Ball), ก้านควบคุม (Joy Stick) ฯลฯ
ข้อมูลที่นำเข้าคอมพิวเตอร์ เป็นได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ รูปทรง สี อุณหภูมิ เสียง ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่สามารถส่งเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผล
หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit ; CPU)
หน่วยประมวลผลกลาง เปรียบได้กับสมองของคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผลและควบคุมระบบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ ให้ทุกหน่วยทำงานสอดคล้องสัมพันธ์กัน
หลายท่านคงสงสัยว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor), ชิป (Chip), โพรเซสเซอร์ (Processor) เหมือนหรือต่างจาก CPU หรือไม่ อย่างไร? คำตอบก็คือเหมือนกัน จะเรียกชื่ออะไรก็ได้ เนื่องจากส่วนประกอบภายในเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนจำนวนมาก มีทรานซิสเตอร์ประกอบกันเป็นวงจรหลายล้านตัว แต่ละชิ้นมีความกว้าง 0.35 ไมครอน (ขณะที่เส้นผมคนเรามีเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ไมครอน ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่สะอาดยิ่งกว่าความสะอาดในโรงพยาบาลเสียอีก
แต่เดิมส่วนต่างๆ ของหน่วยประมวลผลกลาง จะแยกส่วนกันเป็นชิ้นๆ ต่อมาเทด ฮอฟฟ์ (Ted Hoff) นักออกแบบวงจรคอมพิวเตอร์จากบริษัท Intel ได้จัดให้ส่วนต่างๆ รวมกันภายใน Chip แผ่นเดียว เรียกว่า "ไมโครโพรเซสเซอร์ - Microprocessor" และด้วยเทคโนโลยีไมโครโพรเซสเซอร์นี่เอง ที่ทำให้พัฒนาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ตระกูลไมโครคอมพิวเตอร์ ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยหน่วยย่อย ดังนี้
1. หน่วยควบคุม (Control Unit)
2. หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit ; ALU)
3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
การสื่อสารระหว่างหน่วยต่างๆ ใน CPU จะใช้สายสัญญาณที่เรียกว่า Bus Line หรือ Data Bus
หน่วยควบคุม (Control Unit)
หน่วยควบคุมทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของหน่วยทุกๆ หน่วย ใน CPU และอุปกรณ์อื่นที่ต่อพ่วง เปรียบเสมือนสมองที่ควบคุมการทำงานส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เช่น แปลคำสั่งที่ป้อน ควบคุมให้หน่วยรับข้อมูลรับข้อมูลเข้ามาเพื่อทำการประมวลผล ตัดสินใจว่าจะให้เก็บข้อมูลไว้ที่ไหน ถูกต้องหรือไม่ ควบคุมให้ ALU ทำการคำนวณข้อมูลที่รับเข้ามา ตลอดจนควบคุมการแสดงผลลัพธ์ เป็นต้น
รับชุดคำสั่งจาก RAM แล้วทำการอ่านและแปลชุดคำสั่ง
ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ภายในระบบ โดยเฉพาะส่วนประกอบของ Processor
ควบคุมการไหลของโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่ RAM และออกจาก RAM และควบคุมการไหลของสารสนเทศ (Processed data) เข้าสู่ RAM ตาม Address ที่ว่างก่อนนำไปแสดงผล
หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU; Arithmetic and Logic Unit)
หน่วยคำนวณและตรรกะ ทำหน้าที่คำนวณทางคณิตศาสตร์ (Arithmetic operations) และการคำนวณทางตรรกศาสตร์ (Logical operations) โดยปฏิบัติการเกี่ยวกับการคำนวณได้แก่ การบวก (Addition) ลบ (Subtraction) คูณ (Multiplication) หาร (Division) สำหรับการคำนวณทางตรรกศาสตร์ ประกอบด้วย การเปรียบเทียบค่าจริง หรือเท็จ โดยอาศัยตัวปฏิบัติการพื้นฐาน 3 ค่าคือ
เงื่อนไขเท่ากับ (=, Equal to condition)
เงื่อนไขน้อยกว่า (<, Less than condition)
เงื่อนไขมากกว่า (>, Greater than condition)
สำหรับตัวปฏิบัติการทางตรรกะ สามารถนำมาผสมกันได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ คือ
เงื่อนไขเท่ากับ (=, Equal to condition)
เงื่อนไขน้อยกว่า (<, Less than condition)
เงื่อนไขมากกว่า (>, Greater than condition)
เงื่อนไขน้อยกว่าหรือเท่ากับ (<=, Less than or equal condition)
เงื่อนไขมากกว่าหรือเท่ากับ (>=, Greater than or equal condition)
เงื่อนไขน้อยกว่าหรือมากกว่า (< >, Less than or greater than condition) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่มีค่าคือ "ไม่เท่ากับ (not equal to)" นั่นเอง
หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
หน่วยความจำหลัก ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ Main Memory Unit, Primary Storage Unit, Internal Storage Unit เป็นหน่วยที่ใช้เก็บข้อมูล และคำสั่งเพื่อใช้ในการประมวลผล และเก็บข้อมูลตลอดจนคำสั่งชั่วคราวเท่านั้น ข้อมูลและคำสั่งจะถูกส่งมาจากหน่วยควบคุม สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
หน่วยความจำสำหรับเก็บคำสั่ง (Program Memory)
หน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง (Data & Programming Memory)
หน่วยแสดงผล (OUTPUT UNIT)
หน่วยแสดงผล ทำหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยความจำ ซึ่งผ่านการประมวลผลแล้วมาแสดงในรูปแบบต่างๆ โดยอาศัยอุปกรณ์แสดงผล ได้แก่ จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ์ (Printer), เครื่องวาดภาพ (Plotter)
RAM
หน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง (Data & Programming Memory)
หรือที่เรียกว่า แรม (RAM; Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูล และคำสั่งจากหน่วยรับข้อมูล แต่ข้อมูลและคำสั่งเหล่านั้นสามารถหายไปได้ เมื่อมีการรับข้อมูลหรือคำสั่งใหม่ หรือปิดเครื่อง หรือกระแสไฟฟ้าขัดข้อง หน่วยความจำแรม เป็นหน่วยความจำที่สำคัญที่สุดของคอมพิวเตอร์ จำเป็นจะต้องเลือกซื้อให้มีขนาดใหญ่พอสมควร มิฉะนั้นจะทำงานไม่สะดวก แรมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น
SRAM (Static RAM) ทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณนาฬิกา
DRAM (Dynamic RAM) ทำงานโดยอาศัยสัญญาณนาฬิกามากระตุ้น แต่ก็มีจุดเด่นคือ มีขนาดเล็กกว่า SRAM และสิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่า ยังแบ่งย่อยได้เป็น
EDO RAM (Extended-data-out RAM)
SDRAM (Synchronous dynamic RAM)
ทั้งนี้ RAM ก็คือแผงวงจรที่ประกอบด้วยกลุ่มวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวนมาก เช่นเดียวกับ Processor ทำงานโดยมีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยง โดยแผงวงจรทำด้วยสารกึ่งตัวนำ ที่สามารถรับกระแสไฟฟ้าได้รวดเร็ว เรียกว่า Chip ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 1/8 ของแสตมป์ขนาดเล็กเท่านั้น แต่สามารถจุข้อมูลได้มากกว่า 4 แสนอักขระ
ระหว่างหน่วยความจำแรมและ CPU มีแผงวงจรพิเศษเรียกว่า Cache Memory ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับแรม แต่นำมาช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น โดยการบันทึกคำสั่งที่ใช้บ่อยๆ และใช้ต่อเนื่องเก็บไว้ เพื่อให้ CPU นำไปประมวลผลได้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น
Hard Disk
เป็นที่สำหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ มีความจุสูงถึงหน่วยเมกะไบต์ จนถึง กิกะไบต์ และมีความเร็วสูงในการทำงาน และ การส่งผ่านข้อมูลมากกว่า Secondary Storage ทั่วไป ซึ่ง Harddisk จะประกอบไปด้วยจาน Disk หรือที่เรียกว่า Platters หลายๆ แผ่นมารวมกัน ซึ่งแต่ละด้านของ Plalter จะถูกปกคลุมไปด้วยสารประกอบ Oxide เพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูลได้ Hard Disk ส่วนมากจะอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย บางทีถูกเรียกว่า Fixed Disk
การทำงานของ Hard Disk ก็จะมีลักษณะคล้ายๆกับแผ่นดิสก์ โดยก่อนที่จะทำการบันทึกข้อมูล จำเป็นจะต้อง Format เพื่อให้มีการกำหนด Track, Cylinder, ต่างๆ ขึ้นมาก่อนเพื่อใช้ในการอ้างอิงตำแหน่ง นอกจากนี้แล้วมันยังสามารถจัดแบ่ง Partitions กล่าวคือ Hard Disk ตัวหนึ่งสามารถแบ่งได้หลาย Patition ขึ้นอยู่กับการแบ่ง Partition ก่อนการ Format (การกำหนด Partition สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง FDISK) นอกจากนี้ยังขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าใช้ระบบ PCI หรือไม่ ถ้าไม่ใช้ระบบ PCI ในเครื่องจะมองเห็นฮาร์ดดิสก์ขนาดสูงสุดเพียง 540 MB แต่ถ้าเป็น PCI จะต้องมาตรวจสอบ OS(Operation System) ดูอีกทีว่าใช้อะไร เช่น ถ้าเป็น Windows 95 จะสามารถมองเห็น Hard Disk สูงสุดได้ที่ 1.27 GB ต่อ 1 Partition ซึ่งถ้าเรามี Hard Disk 1 ตัว แต่เป็น 2 GB ก็ต้องจัดแบ่งมันเป็น 2 Partition ถ้าเป็นระบบ Windows 95 OSR2 ก็จะสามารถมองเห็นได้เกิน 2 GB เป็นต้น
ระบบควบคุมการทำงานของ Hard Disk ที่มีใช้งานอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ ได้มีมาตรฐานที่รองรับการทำงานอยู่ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการเชื่อมต่อ ดังนี้
IDE
EIDE
SCSI
ศัพท์เทคนิคที่ควรทราบเกี่ยวกับ ความเร็วของ Disk ที่บรรจุข้อมูล
Seek Time
เป็นเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนหัวอ่านเขียนไปยังตำแหน่งที่ต้องการใน Hard Disk มีหน่วยเป็น มิลลิวินาที ถ้ามีค่าต่ำ ถือว่ามีความเร็วในการทำงานสูง
Rotional Latency
เป็นเวลาเฉลี่ยที่หัวอ่านเขียนคอยให้เซกเซอร์เป้าหมายบน Hard Disk หมุนมาอยู่ใต้หัวอ่านเขียน เพื่อให้เคลื่อนไปยัง Track ที่ต้องการ มีหน่วยเป็น มิลลิวินาที ถ้ามีค่าต่ำถือว่ามีความเร็วในการทำงานสูง
Drive RPM - (Revolution Per Minute)
เป็นความเร็วในการหมุนของจาน Platter มีหน่วยเป็นรอบต่อวินาที ถ้ามีค่ามากยิ่งดี
Disk Transfer Rate
เป็นอัตราความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลของ Hard Disk จากการอ่านและเขียนบนจาน Platter มีหน่วยเป็น BPS ไบต์ต่อวินาที หรือ บางครั้งจะใช้ บิตต่อวินาที ยิ่งมีค่ามากก็จะเร็วมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ในการเลือกใช้ Hard Disk จะต้องพิจารณาถึงความสามารถของ Chip Set, BIOS, Operating System (Windows 98 สนับสนุน ถ้าหากใช้ Windows95 จะต้องมีการ Update Driver ซึ่งสามารถหาได้จากผู้ขาย) ที่มารองรับ ว่าสนับสนุนการทำงานเหล่านี้หรือไม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพที่สูงที่สุด
